วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ซอฟแวร์   (software)
ซอ ฟแวร์   หมายถึง   การลำดับขั้นตอนการทำงานของคำสั้งที่จะทำหน้าที่สั่งคอมพิวเตอร์ว่าให้ทำ อะไรเป็นชุดของโปรแกรมหลายๆโปรแกรมนำมารวมกันให้สามารถทำงานได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ตามที่ต้องการ เรามองไม่เห็นหรือสัมผัศไม่ได้แต่เราสามารถสร้างจัดเก็บและนำมาใช้งานหรือ เผยแพร่ได้ด้วยสื่อหลายชนิด เช่น แผ่นบันทึก แผ่นซีดี แฟล็ซไดร์ฟ ฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น
หน้าที่ของซอฟแวร์
        ซอฟแวร์ทำหน้าที่ เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้คอมพิวเตอร์  และเครื่องคอมพิวเตอร์  ถ้าไม่มีซอฟแวร์เราก็ไม่สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำอะไรได้เลย
ซอฟแวร์สำหรับเครืองคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท
ประเภทของซอฟแวร์
         ซอฟแวร์แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ
1. ซอฟแวร์ระบบ(system software)
2. ซอฟแวร์ประยุกต์(application software)
3. ซอฟแวร์ที่ใช้เฉพาะ
          1.ซอฟแวร์ระบบ(system software)
ซอ ฟแวร์ระบบเป็นโปรแกรมที่บริษัทผู้ผลิตสร้างขึ้นมาเพื่อใช้จากการกับระบบ  หน้าที่การทำงานของระบบซอฟแวร์   คือ ดำเนินงานพื้นฐานต่างๆของระบบคอมพิวเตอร์เช่น   รับข้อมูลจากแผนแป้นอักขระ แล้วแปลความหมายให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ   นำข้อมูลไปแสดงผลบนจอภาพหรือนำออกไปยังเครื่องพิมพ์   จัดการข้อมูลในระบบแฟ้มข้อมูลบนหน่วยความจำรอง  
         system  sofware  หรือโปรแกรมระบบที่รู้จักกันดีก็คือ  DOS,WINDOWS, UNIX,LINUX  รวมทั้งโปรแกรม แปลคำสั่งที่เขียนในภาษาระดับสูง เช่น ภาษาBASIC,FORTRAN<PASCAL,COBOL,C  เป็นต้น
         นอกจากนี้โปรแกรมที่ใช้ในการตรวจสอบระบบ เช่น  Norton  s utilities  ก็นับเป็นโปรแกรมสำหรับระบบด้วยเช่นกัน
         หน้าที่ของซอฟแวร์ระบบ
         1. ใช้ในการจัดการหน่วยรับเข้าและหน่วยรับออก เช่น รับรู้การกดแป้นต่างๆบนแป้นอักขระ  ส่งรหัสด้วยอักษรออกทางจอภาพหรือ เครื่องพิมพ์   ติดต่อกับอุปกรณ์รับเข้าและส่งออกอื่นๆ เช่น เม้าส์  ลำโพง  เป็นต้น
         2.  ใช้ในการจัดการหน่วยความจำ  เพื่อนำข้อมูลจากแผ่นบันทึกมาบรรจุยังหน่วยความจำหลักหรือในทำนองกลับกัน  คือ  นำข้อมูลจากหน่วยความจำหลักมาเก็บไว้ในแผ่นบันทึก
        3.  ใช้เป็นตัวเชื่อมระหวางผู้ใช้กับเครืองคอมพิวเตอร์  เพื่อให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น  เช่น การขอดูรายการในสาระบบ (Directory) ในแผ่นบันทึก  การทำสำเนาหรือแฟ้มข้อมูล
ซอฟแวร์ระบบพื้นฐานที่เห็นกันทั่วไปแบ่งออกเป็นระบบปฏิบัติการและตัวแปลภาษา
ประเภทของซอฟแวร์ระบบ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 
        1. ระบบปฏิบัติการ(Operating system:OS)
เป็น ซอฟแวร์ใช้ในการดูแลระบบคอมพิวเตอร์  เครืองคอมพพิวเตอร์ทุกเครืองจะต้องมีซอฟแวร์ระบบปฏิบัติการนี้   ระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันมากและเป็นที่รู้จักกันดี เช่น  ดอส วินโดวส์  ยูนิกซ์  ลี  นุกซ์  และแมคอินทอซ  เป็นต้น
       1. ดอส(Disk Operating system:DOS) เป็น ซอฟแวร์จัดระบบงานที่พัฒนามานานแล้ว  การใช้งานจึงใช้คำสั่งเป็นตัวอักษร  ดอส  ป็นซอฟแวร์ ที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้ใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในอดีต  ปัจจุบัน ระบบปฏิบัติการ  ดอส นั้นมีการใช้งานน้อยมาก
        2. วินโดวส์ (Windows) เป้ นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาต่อจาก ดอส  โดยให้ผู้ใช้สามารถสั่งงานได้จากเม้าส์มากขึ้นแทนการใช้แผนแป้นอักขระเพียง อย่างเดียว  นอกจากนี้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ยังสามารถทำงานหลายงานพร้อมกันได้โดยงานแต ละงานจะอยู่ในกรอบช่องหน้าต่างบนจอภาพการใช้งานเน้นรูปแบบกราฟิก  ผู้ใช้งานสามารถใช้เม้าส์เลื่อนตัวชี้เพื่อเลือกตำแหน่งที่ปรากฎบนจอภาพทำ ให้ใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ง่าย ระบบนี้ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน
      3. ยูนิกซ์ (Unix) เป้ นระบบปฏิบัติการที่พัฒนามาตั้งแต่ครั้งใช้กับเครื่องมินิคอมพิวเตอร์   ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์เป็นระบบปฏิบัติการที่เป็นเทคโนโลยีแบบเปิด(Open system)ซึ่ง เป็นแนวคิดที่ผู้ใช้ไม่ต้องผูกติดกับระบบใดระบบหนึ่งหรือใช้อุปกรณ์ที่มี ยี่ห้อเดียวกัน  ยูนิกซ์ ยังถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองการใช้งานในลักษณะที่มีผู้ใช้ได้หลายคนในเวลา เดียวกันที่เรียกว่า  ระบบหลายผู้ใช้(Nultiusers) และสามารถทำงานได้หลายๆงานในเวลาเดียวกันในลัษณะที่เรียกว่า  ระบบหลายภารกิจ (Multitasking) ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์จึงนิยมใช้กับเครื่องที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย  เพื่อใช้งานร่วมกันหลายๆเครืองพร้อมกัน
      4. ลีนุกซ์ (Linux) เป็น ระบบปฏิบัติการที่พัฒนามาจากระบบยูนิกซ์  เป็นระบบซึ่งมีการแจกจ่ายโปรแกรมต้นฉบับให้นักพัฒนาช่วยกันพัฒนาคุณสมบัติ ของระบบปฏิบัติการ   ลีนุกซ์  เป็นที่นิยมกันมากขึ้นในปัจบัน  เนื่องจากมีโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ  ที่ทำงานบนระบบลีนุกซ์จำนวนมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรแกรมในกลุ่ม กูศ์นิว(GNU) เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือระบบลีนุกซ์เป้นระบบปฏิบัติการประเภทแจกฟรี(Free W are) ผู้ใช้สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
           สามารถทำง่านได้บนซีพียู หลายตระกูล เช่น อินเทล(PC Intel) ดิจิตอล(Digital Alpha Computer)   และซันสปาร์ค(SUN SPARCC) ถึง แม้ว่าในขณะนี้ลีนุกซ์ ยังไม่สามารถแทนที่ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ บนซีพียูได้ ทั้งหมดก็ตาม  แต่ผู้ใช้จำนวนมากได้หันมาใช้และช่วยพัฒนาโปรแกรมประยุกต์มากขึ้น
         5. แมคอินทอซ(Macintosh) เป็น ระบบปฏิบัติการสำหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์   แมคอินทอซ  ส่วนมากนำไปใช้งานด้านกราฟิก  ออกแบบ  และจัดแต่งเอกสาร  นิยมใช้ในสำนักพิมพ์ต่างๆ
              นอกจากระบบปฏิบัติการที่กล่าวมา  ยังมีระบบอีกมาก  เช่น  ระบบปฏิบัติการที่ใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์   เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานร่วมกันเป็นระบบเช่น  ระบบปฏิบัติการเน็ตแวร์   นอกจากนี้ยังมีระบบปฏิบัติการที่ใช้งานเฉพาะกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สร้าง ขึ้นมาเพื่องานใดงานหนึ่งโดยเฉพาะซึ่งส่วนใหญ่จะใช้งานในห้องปฏิบัติการ คอมพิวเตอร์ในสถานศึกษา
     ชนิดของระบบปฏิบัติการจำแนกตามการใช้งานได้เป็น  3  ชนิด    คือ
        1. ประเภทใช้งานเดียว(SIngle tasking) ระบบปฏิบัติการประเภทนี้จะกำหนดให้คอมพิวเตอร์ใช้งานได้ครั้งละ 1 งาน
        2. ประเภทใช้งานหลายงาน(Multi-tasking)  ระบบ ปฏิบัติการประเภทนี้สามารถควบคุมการทำงานพร้อมกันหลายงานในขณะเดียวกันผู้ ใช้งานกับซอฟแวร์ประยุกต์ได้หลายชนิดในเวลาเดียวกัน  เช่น  ระบบปฏิบัติการ (Windows98) ขึ้นไปและยูนิกส์  เป็นต้น
        3.  ประเภทใช้งานหลายคน(Multi user) ใน หน่วยงานบางแห่งอาจใช้คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ทำหน้าที่ประมวลผล   ทำให้ในขณะใดขณะหนึ่งมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์พร้อมกันหลายคนแต่ละคนจะมีสถานีงาน ของตนเองเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์  จึงต้องใช้ระบบปฏิบัติการที่มีความสามารถสูง  เพื่อให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถทำงานเสร็จในเวลาเช่น  ระบบปฏิบัติการวินโดวส์   nt และ ยูนิกส์ เป็นต้น

2.ตัวแปลภาษา
การพัฒนาซอฟแวร์ต้องอาศัยซอฟแวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาระดับสูงเพื่อแปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง
ภาษา ระดับสูงมีหลายภาษาซึ่งสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เขียนโปรแกรมเขียนชุดคำสั่งง่าย เข้าใจได้ และเพื่อให้สามารถปรับปรุงแก้ไขซอฟต์แวร์ในภายหลังได้
ภาษาระดับสูงที่พัฒนาขึ้นทุกภาษาต้องมีตัวแปลภาษา ซึ่งภาษาระดับสูงได้แก่ ภาษาBasic, Pascal, C และ ภาษาโลโก เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอีกมาก ได้แก่ Fortran, Cobol, และภาษาอาร์พีจี

ซอฟแวร์ประยุกต์ (Application Software)
2.2 ซอฟแวร์ประยุกต์ (Application Software)
ซอฟต์แวร์ ที่ใช้ทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ทำงานเฉพาะด้าน เช่น การจัดพิมพ์รายงาน การนำเสนองาน การจัดทำบัญชี การตกแต่งภาพ หรือการออกแบบเว็ปไซต์ เป็นต้น

ประเภทของซอฟต์แวร์ประยุกต์
แบ่งตามลักษณะการผลิต จำแนกเป็น 2 ประเภทคือ
1.ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้เองโดยเฉพาะ (Proprietary Software)
2.ซอฟต์แวร์ที่หาซื้อได้ทั่วไป (Packaged Software) มีทั้งโปรแกรมเฉพาะ (Customized Package) และ โปรแกรมมาตรฐาน (Standard Packege)

แบ่งตามกลุ่มการใช้งาน จำแนกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆดังนี้
1.กลุ่มการใช้งานทางธุรกิจ (Business)
2.กลุ่มการใช้งานด้านกราฟฟิกและมัลติมีเดีย (Graphic And Multimedia)
3.กลุ่มการใช้งานบนเว็ป (Web and Communications)


กลุ่มการใช้งานทางด้านกราฟิกและมัลติมีเดีย
                        ซอ ฟแวร์กลุ่มนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยจัดการด้านงานกราฟิกและมัลติมีเดีย เพื่อให้งานง่ายขึ้น เช่น ใช้ตกแต่ง วาดรูป ปรับเสียง ตัดต่อภาพเคลื่อนไหว และการสร้างและออกแบบเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น
    โปรแกรมงานออกแบบ อาทิ Microsoft Visio Professional
    โปรแกรมตกแต่งภาพ อาทิ CorelDRAW, Adobe Photoshop
    โปรแกรมตัดต่อวิดิโอและเสียง อาทิ Adobe Premiere, Pinnacle Studio DV         
    โปรแกรมสร้างสื่อมัลติมีเดีย อาทิ Adobe Authorware, Toolbook Instructor, Adobe Director
   โปรแกรมสร้างเว็บ อาทิ Adobe Flash, Adobe Dreamweaver
กลุ่มการใช้งานบนเว็บและการติดต่อสื่อสาร
            โปรแกรมส่งข้อความด่วน (Instant Messaging) อาทิ MSN Messenger/ Windows Messenger, ICQ
            โปรแกรมสนทนาบนอินเทอร์เน็ต อาทิ PIRCH, MIRCH
ความจำเป็นของการใช้ซอฟต์แวร์
            การ ใช้ภาษาเครื่องนี้ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์จะเข้าใจได้ทันที แต่มนุษย์ผู้ใช้จะมีข้อยุ่งยากมากเพราะเข้าใจและจดจำได้ยาก จึงมีผู้สร้างภาษา คอมพิวเตอร์ในรูปแบบที่เป็นตัวอักษร เป็นประโยค ข้อความ ภาษาในลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่าภาษา คอมพิวเตอร์ระดับสูง ภาษาระดับสูงมีอยู่มากมาย บางภาษามีความเหมาะสมกับการใช้สั่งงานการ คำนวณทางคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ บางภาษามีความเหมาะสมไว้ใช้สั่งงานทางด้านการจัดการข้อมูล
ซอฟต์แวร์และภาษาคอมพิวเตอร์
 เมื่อ มนุษย์ต้องการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการทำงาน มนุษย์จะต้องบอกขั้นตอนวิธีการให้คอมพิวเตอร์ทราบ การที่บอกสิ่งที่มนุษย์เข้าใจให้คอมพิวเตอร์รับรู้ และทำงานได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องมีสื่อกลาง ถ้าเปรียบเทียบกับชีวิตประจำวันแล้ว เรามีภาษาที่ใช้ใน การติดต่อซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกันถ้ามนุษย์ต้องการจะถ่ายทอดความต้องการให้คอมพิวเตอร์รับรู้ และปฏิบัติตามจะต้องมีสื่อกลางสำหรับการติดต่อเพื่อให้คอมพิวเตอร์รับรู้เรา เรียกสื่อกลางนี้ว่า ภาษาคอมพิวเตอร์
ภาษาคอมพิวเตอร์ในแต่ละยุคประกอบด้วย
ภาษาเครื่อง (Machine Languages)
      เนื่องจากคอมพิวเตอร์ทำงานด้วยสัญญาณทางไฟฟ้า ใช้แทนด้วยตัวเลข 0 และ 1 ได้ ผู้ออกแบบคอมพิวเตอร์ ใช้ตัวเลข 0 และ 1 นี้เป็นรหัสแทนคำสั่งในการสั่งงานคอมพิวเตอร์ รหัสแทนข้อมูลและคำสั่งโดยใช้ระบบเลขฐานสองนี้ คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ เราเรียกเลขฐานสองที่ประกอบกันเป็นชุดคำสั่งและใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์ว่า ภาษาเครื่อง
    การ ใช้ภาษาเครื่องนี้ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะเข้าใจได้ทันทีแต่มนุษย์ผู้ใช้จะมีข้อ ยุ่งยากมาก เพราะเข้าใจและจดจำได้ยาก จึงมีผู้สร้างภาษาคอมพิวเตอร์ในรูปแบบอื่นที่เป็นตัวอักษร
ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Languages)
      เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 2 ถัดจากภาษาเครื่อง ภาษาแอสเซมบลีช่วยลดความยุ่งยากลงในการเขียนโปรแกรมเพื่อติดต่อกับคอมพิวเตอร์
   แต่อย่างไรก็ตามภาษาแอสเซมบลีก็ยังมีความใกล้เคียงภาษาเครื่องอยู่มาก และจำเป็นต้องใช้ตัวแปลภาษาที่เรียกว่าแอสเซมเบลอร์(Assembler) เพื่อแปลชุดภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่อง


ภาษาระดับสูง (High-Level Languages)
                        เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 3 เริ่มมีการใช้ชุดคำสั่งที่เรียกว่า Statements ที่มีลักษณะเป็น
ประโยค ภาษาอังกฤษ ทำให้ผู้ที่เขียนโปรแกรมสามารถเข้าใจชุดคำสั่งเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ง่ายขึ้น ผู้คนทั่วไปสามารถเรียนรู้และเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น เนื่องจากภาษาระดับสูงใกล้เคียงภาษามนุษย์ ตัวแปลภาษาระดับสูงเพื่อให้เป็นภาษาเครื่องนั้นมีอยู่ 2 ชนิด ด้วยกัน คือ
คอมไพเลอร์ (Compiler) และ อินเทอร์พรีเตอร์
(Interpreter)
คอมไพเลอร์ จะทำการแปลโปรแกรมที่เขียนเป็นภาษาระดับสูงทั้งโปรแกรมให้เป็นภาษาเครื่องก่อน แล้วจึงให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามภาษาเครื่องนั้น
อินเทอร์พรีเตอร์ จะ ทำการแปลทีละคำสั่ง แล้วให้คอมพิวเตอร์ทำตามคำสั่งนั้น เมื่อทำเสร็จแล้วจึงมาทำการแปลคำสั่งลำดับต่อไป ข้อแตกต่างระหว่างคอมไพเลอร์กับอินเทอร์พรี เตอร์จึงอยู่ที่การแปลทั้งโปรแกรมหรือแปลทีละคำสั่ง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น